การศึกษาภาคตัดขวางตามทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อการป้องกันสำรวจนักศึกษาอายุ 18–26 ปีจำนวน 1,130 คนในมหาวิทยาลัยสามแห่งของเมืองหวงกัง มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2025 ผู้วิจัยจัดคะแนนความตั้งใจ 1–10 เป็นต่ำ 1–6 และสูง 7–10 พบว่า 58.9% อยู่ในกลุ่มความตั้งใจสูง หลังปรับร่วมกัน ความรู้เรื่องไวรัสตับอักเสบบี ความรู้วัคซีน พฤติกรรมป้องกัน การรับรู้ความรุนแรง ความเชื่อมั่นว่าตนทำได้ และความเชื่อว่าวัคซีนมีประสิทธิผลสัมพันธ์กับโอกาสมีความตั้งใจสูง ขณะที่ต้นทุนหรืออุปสรรคที่รับรู้สัมพันธ์กับโอกาสที่ลดลง ผลชี้เป้าการออกแบบการสื่อสารและบริการในมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่แสดงว่าการเปลี่ยนปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มอัตราฉีดจริง
ข้อค้นพบสำคัญ
- นักศึกษา 666 จาก 1,130 คนหรือ 58.9% มีคะแนนความตั้งใจสูง ขณะที่เพียง 356 คนหรือ 31.5% รายงานว่าได้รับวัคซีนตับอักเสบบีครบในช่วงสี่ปีก่อนหน้า
- ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกอย่างอิสระกับความตั้งใจสูง ได้แก่ ความรู้ตับอักเสบบี OR=1.41, ความรู้วัคซีน OR=1.49, พฤติกรรมป้องกัน OR=1.60, การรับรู้ความรุนแรง OR=1.05, self-efficacy OR=1.10 และ response efficacy OR=1.16 โดยช่วงความเชื่อมั่น 95% ไม่คร่อม 1
- response cost สัมพันธ์เชิงลบกับความตั้งใจสูงที่ OR=0.85, 95% CI 0.79–0.91 ส่วนเพศ ชั้นปี และที่อยู่อาศัยไม่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญหลังปรับ; แบบจำลองสุดท้ายมี Nagelkerke R²=0.265
ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก
มหาวิทยาลัยในพื้นที่ที่ไวรัสตับอักเสบบียังเป็นภาระสามารถใช้ผลนี้กำหนดเนื้อหาสื่อสารเรื่องความรุนแรง ประสิทธิผลวัคซีน และความมั่นใจในการเข้ารับบริการ พร้อมลดอุปสรรคด้านข้อมูล เวลา ความสะดวก และค่าใช้จ่าย การจัดบริการฉีดในมหาวิทยาลัยอาจเหมาะกับกลไกที่พบ แต่ต้องทดสอบด้วยการทดลองหรือโครงการที่ตรวจทะเบียนวัคซีนและติดตามการฉีดครบชุด เพราะการเพิ่มความตั้งใจอาจไม่เปลี่ยนพฤติกรรมจริง
บทบาทของนักวิจัยไทย
Cong Zhang, Phatcha Hirunwatthanakul และ Nachalida Yukalang มีสังกัดคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และร่วมกับ Hannah Wechkunanukul จาก Torrens University Australia งานได้รับการรับรองจริยธรรมจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามและนำกรอบทฤษฎีสาธารณสุขไปตอบคำถามในมหาวิทยาลัยจีน อย่างไรก็ตาม สถานที่ศึกษาอยู่ในหูเป่ย์ทั้งหมด จึงไม่ใช่ข้อมูลนักศึกษาไทย
ข้อจำกัดที่ควรรู้
การวัดทุกตัวแปรในช่วงเวลาเดียวทำให้สรุปเหตุและผลหรือทิศทางความสัมพันธ์ไม่ได้ แบบสอบถามรายงานตนเองเสี่ยงต่อ social-desirability และ recall bias และความตั้งใจวัดด้วยข้อเดียวก่อนแบ่งเป็นสองกลุ่มจึงสูญเสียข้อมูลความต่อเนื่อง ตัวอย่างมาจากสามมหาวิทยาลัยในเมืองเดียว เป็นหญิง 75.1% และมีนักศึกษาสายสุขภาพค่อนข้างมาก จึงอาจไม่แทนภูมิภาคหรือสาขาอื่น งานไม่ได้รวมทัศนคติครอบครัว คำแนะนำแพทย์ หรือการเข้าถึงวัคซีน และไม่มีทะเบียนยืนยันการฉีด แม้แบบจำลองจะปรับหลายปัจจัยก็ยังมีปัจจัยกวนที่ไม่ได้วัด