การทดลองแบบสุ่มในผู้ใช้ขาเทียมรยางค์ล่างสูงอายุ 44 คนเปรียบเทียบการดูแลปกติกับโปรแกรมให้ความรู้และท่าออกกำลังที่บ้าน 16 ท่า สัปดาห์ละสามครั้งนานแปดสัปดาห์ ผู้เข้าร่วม 41 คนจบการศึกษา การเปลี่ยนแปลง Timed Up and Go ไม่ต่างระหว่างกลุ่ม และไม่พบความต่างของการทรงตัวนิ่งหรือความมั่นใจในการทรงตัว ไม่มีรายงานการหกล้มในช่วงศึกษา แต่ระยะติดตามสั้นและตัวอย่างเล็กเกินกว่าจะสรุปว่าโปรแกรมป้องกันการล้มได้หรือไม่มีผลอย่างเด็ดขาด ผลลบนี้จึงเป็นหลักฐานต่อประชากรที่มีการเคลื่อนไหวค่อนข้างดีตามเกณฑ์ของงานเท่านั้น
ข้อค้นพบสำคัญ
- ผู้เข้าร่วม 41 จาก 44 คนจบการศึกษา อายุเฉลี่ย 68.6±6.7 ปี 86% เป็นชาย 61% ใช้ขาเทียมใต้เข่า และ 66% สูญเสียขาจากอุบัติเหตุ
- ค่ากลางการเปลี่ยนแปลง TUG เท่ากับ -0.6 วินาที (IQR -1.5 ถึง 0.4) ในกลุ่มโปรแกรม และ -0.4 วินาที (-1.2 ถึง 0.3) ในกลุ่มดูแลปกติ โดยไม่ต่างกัน p=0.584 และ r=0.09
- ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มของการทรงตัวนิ่งหรือคะแนนความมั่นใจในการทรงตัวหลังแปดสัปดาห์
- ไม่มีรายงานการหกล้มระหว่างการศึกษา แต่เหตุการณ์เป็นศูนย์ในตัวอย่างเล็กและช่วงสั้นไม่เท่ากับพิสูจน์ว่าโปรแกรมป้องกันการล้มได้หรือปลอดภัยเท่ากัน
- ผู้เขียนระบุว่าผู้เข้าร่วมมีความสามารถเคลื่อนไหวค่อนข้างสูงและการประเมินผลไม่ได้ปกปิดกลุ่ม ซึ่งอาจจำกัดโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มความเสี่ยงอคติในการวัด
ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก
ผู้ใช้ขาเทียมสูงอายุมีความเสี่ยงล้มและบาดเจ็บ แต่หลักฐานเฉพาะประชากรนี้ยังจำกัด ผลลบช่วยเตือนว่าโปรแกรมผู้สูงอายุทั่วไปไม่ควรถูกนำมาใช้โดยสมมติว่าจะได้ผลเท่ากันในผู้ใช้ขาเทียม และสนับสนุนการออกแบบที่คำนึงถึงชนิดขาเทียม สาเหตุการตัดขา ความสามารถตั้งต้น และสิ่งแวดล้อมบ้าน การทดลองหลายศูนย์ที่ติดตามการล้มจริงและการบาดเจ็บนานขึ้นจะมีคุณค่าต่อบริการฟื้นฟูในประเทศที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น
บทบาทของนักวิจัยไทย
โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นำโจทย์ความปลอดภัยของผู้ใช้ขาเทียมสูงอายุเข้าสู่การทดลองแบบสุ่มและรายงานผลลบอย่างโปร่งใส ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้านกายอุปกรณ์และการเคลื่อนไหว งานนี้ให้ฐานสำหรับปรับโปรแกรมป้องกันหกล้มให้เหมาะกับระบบฟื้นฟูและสภาพบ้านของไทยแทนการนำโปรแกรมทั่วไปมาใช้โดยไม่มีการประเมิน
ข้อจำกัดที่ควรรู้
ตัวอย่าง 44 คนจากศูนย์เดียวและติดตามเพียงแปดสัปดาห์ทำให้พลังตรวจจับความแตกต่างและเหตุการณ์ล้มต่ำ มีผู้จบการศึกษา 41 คน และประชากรส่วนใหญ่เป็นชาย มีความสามารถเคลื่อนไหวค่อนข้างสูง และสองในสามสูญเสียขาจากอุบัติเหตุ จึงอาจไม่แทนผู้สูงอายุที่อ่อนแอ ผู้หญิง หรือผู้ตัดขาจากโรคหลอดเลือด การประเมินผลไม่ได้ปกปิดกลุ่ม เสี่ยง measurement bias และการไม่มีการล้มระหว่างศึกษาไม่ใช่หลักฐานประสิทธิผลต่อ outcome หลักทางคลินิกระยะยาว