งานจากห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาแพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน 16 คนและพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน 60 คนที่ผ่านการอบรม POCUS ระหว่างปี 2024–2025 พร้อมติดตามการตรวจที่เก็บภาพในระบบ 2,097 ครั้งในช่วงสังเกตหนึ่งเดือนต่อคน แพทย์ประจำบ้านมีคะแนนความชำนาญเฉลี่ยสูงกว่า อุปสรรคหลักของทั้งสองกลุ่มคือภาระงานและเวลา เครื่องมือจำกัด และความมั่นใจในการแปลผล พยาบาลรายงานความกังวลเรื่องการสนับสนุนองค์กรและความเสี่ยงทางกฎหมายสูงกว่า คะแนนความชำนาญและประเภทผู้ให้บริการสัมพันธ์กับจำนวนการตรวจที่สูงขึ้น ส่วนจำนวนผู้ป่วยต่อเวรสัมพันธ์กับจำนวนการตรวจที่ลดลง แต่การศึกษานี้ไม่ได้วัดความถูกต้อง คุณภาพภาพ การตัดสินใจรักษา หรือผลลัพธ์ผู้ป่วย
ข้อค้นพบสำคัญ
- แพทย์ประจำบ้านมีคะแนนความชำนาญเฉลี่ย 86.3±5.7 เทียบกับ 78.9±7.4 ในพยาบาลเวชปฏิบัติ โดย p=0.002
- พยาบาลรายงานการสนับสนุนจากองค์กรไม่พอสูงกว่า 3.88 เทียบ 3.06, p=0.001 และกังวลความเสี่ยงทางกฎหมายสูงกว่า 3.65 เทียบ 2.94, p=0.004 ขณะที่แพทย์ประจำบ้านให้คะแนน structured feedback สูงกว่า, p=0.012
- หลังปรับร่วมกัน คะแนนความชำนาญสูงขึ้น 10 คะแนนสัมพันธ์กับการตรวจเพิ่ม 3.97 ครั้งต่อเดือน, 95% CI 2.05–5.89; การเป็นแพทย์ประจำบ้านสัมพันธ์กับเพิ่ม 9.64 ครั้ง, 95% CI 2.78–16.50; และผู้ป่วยเพิ่ม 5 คนต่อเวรสัมพันธ์กับลด 1.89 ครั้ง, 95% CI -3.31 ถึง -0.47
ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก
ผลชี้ว่าการขยาย POCUS ต้องมากกว่าจัดอบรมครั้งเดียว ได้แก่ การประเมินความชำนาญตามเกณฑ์ พี่เลี้ยงและข้อเสนอแนะ เครื่องมือพร้อมใช้ การจัดเวลา ระบบเก็บภาพและประกันคุณภาพ ตลอดจนขอบเขตวิชาชีพและความคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับพยาบาล ประเด็นเหล่านี้เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลทรัพยากรจำกัดในหลายประเทศ แต่ควรพิสูจน์ต่อว่าการแก้ระบบเพิ่มการตรวจที่เหมาะสม ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวน
บทบาทของนักวิจัยไทย
นักวิจัยไทยห้าคนจากภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ และภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้ข้อมูลจริงจากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โดยร่วมกับ Lap Woon Cheung จากฮ่องกง งานให้หลักฐานเฉพาะบริบทไทยทั้งภาระผู้ป่วยสูง ความพร้อมอุปกรณ์ และความไม่ชัดเจนด้านขอบเขตการใช้ POCUS ของพยาบาล
ข้อจำกัดที่ควรรู้
เป็นการศึกษาย้อนหลังจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งเดียว มีแพทย์ประจำบ้านเพียง 16 คนเทียบกับพยาบาล 60 คน และหลักสูตรสองกลุ่มต่างกันทั้งเนื้อหา ระยะเวลา และโครงสร้าง จึงแยกผลของวิชาชีพออกจากการอบรม การกำกับดูแล และโอกาสพบผู้ป่วยไม่ได้ แบบสำรวจหลังอบรมเสี่ยง recall bias จำนวนการตรวจเป็น count แต่แบบจำลองหลักใช้ OLS ไม่ได้ปรับจำนวนชั่วโมงทำงาน ชนิดเวร ความรุนแรงหรือจำนวนเคสที่เหมาะกับ POCUS และยังมีปัจจัยกวน เช่น แรงจูงใจ ตารางเวร และผู้ควบคุม การติดตามหนึ่งเดือนสั้นและไม่ได้วัดคุณภาพการตรวจ ความถูกต้อง เวลารักษา หรือผลลัพธ์ผู้ป่วย
ตรวจสอบแหล่งต้นทาง
Journal of Multidisciplinary HealthcareJournal of Multidisciplinary Healthcare↗DOI: 10.2147/jmdh.s649231