ทีมจากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ศึกษาสารสกัดข้าวยอมนุ่นกับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ HCT116 และ HT29 พบการลดความอยู่รอด การเพิ่ม apoptosis การหยุดวงจรเซลล์ และการลด migration/invasion ในหลอดทดลอง พร้อมทดสอบ genotoxicity และ anti-genotoxicity ในเซลล์ V79 ผลเป็นหลักฐานระดับเซลล์ของสารสกัดดิบ จึงยังแปลงเป็นคำแนะนำการกินหรือการรักษามะเร็งไม่ได้
ข้อค้นพบสำคัญ
- ที่ 48 ชั่วโมง สารสกัดข้าวขัดสีและไม่ขัดสีให้ IC50 ต่อ HCT116 เท่ากับ 626.74 และ 736.85 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ส่วน HT29 มี IC50 มากกว่า 1,000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร
- สารสกัดลดการสร้างโคโลนีของ HCT116 และ HT29 และที่ขนาดไม่เป็นพิษลด migration กับ invasion ของ HCT116 ในเงื่อนไขทดลอง
- พบ apoptosis เพิ่มตามขนาดและการหยุดวงจรเซลล์ HCT116 ที่ระยะ S ซึ่งสนับสนุนกลไกต้านการเพิ่มจำนวนในระดับเซลล์
- สารสกัด 250–750 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรไม่เพิ่ม micronuclei ใน V79 หลัง 24 ชั่วโมง และลด micronuclei เมื่อให้ร่วมกับ mitomycin C เมื่อเทียบกับ mutagen เพียงอย่างเดียว
ทำไมจึงมีความสำคัญระดับโลก
งานเพิ่มข้าวท้องถิ่นภาคใต้เข้าสู่เส้นทางค้นหาสารธรรมชาติที่อาจมีฤทธิ์ทางชีวภาพ และสร้างฐานสำหรับการแยกสารออกฤทธิ์กับศึกษากลไกต่อ แต่การพัฒนาเป็นอาหารเชิงหน้าที่หรือยา ต้องพิสูจน์ความเข้มข้นที่ร่างกายเข้าถึงได้ ความปลอดภัย การดูดซึม ผลในสัตว์ และการทดลองในคนตามลำดับ
บทบาทของนักวิจัยไทย
Ratsada Praphasawat และ Buntueng Yana จากมหาวิทยาลัยพะเยา, Witchuda Payuhakrit และ Chatsuda Surachaijarin จากมหาวิทยาลัยมหิดล และ Sarawoot Palipoch ผู้เขียนติดต่อจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นทีมไทยทั้งชุดที่เชื่อมพันธุ์ข้าวจากโครงการพระราชดำริกับชีววิทยามะเร็งระดับเซลล์
ข้อจำกัดที่ควรรู้
เป็นงาน in vitro ที่ใช้เซลล์มะเร็งสองสายพันธุ์และเซลล์ V79 ไม่ใช่เนื้อเยื่อมนุษย์หรือผู้ป่วย สารสกัดยังเป็นส่วนผสมดิบและ IC50 อยู่ในระดับหลายร้อยไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ยังไม่ทราบสารออกฤทธิ์ การดูดซึม เมแทบอลิซึม ความจำเพาะต่อเซลล์ปกติ หรือขนาดที่ปลอดภัย การไม่พบ micronucleus ใน 24 ชั่วโมงไม่เท่ากับพิสูจน์ความปลอดภัยทั้งหมด